Home เที่ยวญี่ปุ่น IC Card บัตรเติมเงินญี่ปุ่น พร้อมวิธีการใช้งาน การทำบัตรและเติมเงิน
IC Card บัตรเติมเงินญี่ปุ่น (Suica)

IC Card บัตรเติมเงินญี่ปุ่น พร้อมวิธีการใช้งาน การทำบัตรและเติมเงิน

by JapanCheckin
12513 views

ระบบขนส่งมวลชนที่นักท่องเที่ยวนิยมใช้เดินทางในประเทศญี่ปุ่นกันมากที่สุดคือรถไฟ ซึ่งตัวช่วยในการซื้อตั๋วที่สะดวกสุด ๆ นั้นก็คือ การใช้บัตร IC Card เติมเงินและชำระค่าโดยสาร โดยไม่ต้องไปหยอดตู้ซื้อตั๋วแต่ละเที่ยวให้วุ่นวาย และที่สำคัญคือบัตรเติมเงินบัตรเดียวก็สามารถใช้งานได้ทั่วญี่ปุ่นเลยค่ะ!

IC Card บัตรเติมเงินญี่ปุ่น (ICOCA)
บัตร ICOCA (KANSAI ONE PASS)

IC Card คืออะไร?

IC Card หรือ Prepaid Card ในญี่ปุ่น คือ บัตรเติมเงินที่ใช้แตะที่เครื่องอ่านเพื่อชำระเงิน โดยสามารถใช้ชำระค่าโดยสารจากบริการของทั้งรัฐบาลและเอกชนเกือบทั้งหมดทั่วประเทศ นอกจากนี้ยังใช้จ่ายแทนเงินสดเพื่อซื้อสินค้าตามร้านที่ร่วมรายการ โดยจะมีสัญลักษณ์ของบัตรแสดงเอาไว้

สำหรับการใช้งานบัตรนั้นสามารถสรุปได้ดังนี้

  1. ชำระค่าโดยสารบริการขนส่งสาธารณะ ทั้งของรัฐบาลและเอกชน ไม่ว่าจะเป็น รถไฟ รถราง รถบัส เรือโดยสาร รวมถึงค่าโดยสารแท็กซี่ (ไม่สามารถใช้กับรถไฟขบวน Limited Express และ Shinkansen ได้)
  2. ชำระค่าสินค้าในร้านสะดวกซื้อ เช่น 7-11, Lawson, Family Mart
  3. ชำระค่าสินค้าตามตู้ขายสินค้าอัตโนมัติ
  4. ชำระค่าเช่าล็อกเกอร์เก็บของตามสถานีรถไฟ
  5. ชำระเงินที่ร้านค้าและร้านอาหารที่มีสัญลักษณ์ IC Card ได้
บัตร Rabbit และ บัตร Suica
บัตร Rabbit ของไทย และ บัตร Suica ของญี่ปุ่น

ถ้าให้อธิบายง่ายๆ IC Card ที่ญี่ปุ่นมีลักษณะการใช้งานคล้ายบัตร Rabbit ที่ใช้สำหรับชำระค่าโดยสาร BTS ของบ้านเรานั่นเอง เพียงแต่ในญี่ปุ่นนั้น ทางรัฐบาลและเอกชนได้ร่วมมือกันให้สามารถใช้งานบัตรได้ครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศแล้ว


เครือข่ายบัตร IC Card ในญี่ปุ่น
เครือข่ายบัตร IC Card ในญี่ปุ่น

ประเภทของบัตร IC Card ในญี่ปุ่น

สามารถแบ่งประเภทของบัตรได้ตามชื่อบัตรซึ่งแตกต่างไปตามบริษัทที่ออกบัตร โดยบัตรหลัก ๆ ที่ใช้ในญี่ปุ่นมีดังนี้

  1. SUICA ออกโดยบริษัท JR East ซึ่งดูแลรถไฟในเขตภูมิภาคคันโต (Kanto) และโทโฮคุ (Tohoku) นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่จะรู้จักบัตรนี้เพราะเป็นบัตรที่ซื้อได้ในสถานี JR ในเมืองโตเกียวนั่นเอง
  2. PASMO ออกโดยบริษัทรถไฟฟ้าใต้ดิน Tokyo Metro ของเมืองโตเกียว การใช้งานแทบไม่ต่างจาก SUICA ของบริษัท JR
  3. ICOCA ออกโดยบริษัท JR West ทางฝั่งภูมิภาคคันไซ (Kansai) และชูโกกุ (Chugoku) เป็นบัตรที่ควรมีติดตัวสำหรับที่เดินทางมาเที่ยวโอซาก้าหรือจังหวัดโดยรอบ เพราะสามารถใช้เป็นส่วนลดในการซื้อตั๋วรถไฟ JR HARUKA ในการเดินทางเข้าเมืองจากสนามบินคันไซ (Kansai)
  4. Kitaca ออกโดยบริษัท JR Hokkaido ของภูมิภาคฮอกไกโด (Hokkaido)
  5. PiTaPa ออกโดยบริษัท Surutto KANSAI จำหน่ายตามตู้จำหน่ายตั๋วในสถานีรถไฟใต้ดินเมืองโอซาก้า ชื่อ PiTaPa ย่อมาจาก Postpay IC for Touch and Pay เป็นบัตรเติมเงินรายเดือนตัดผ่านบัญชีธนาคาร จึงไม่เหมาะกับนักท่องเที่ยว
  6. TOICA ออกโดยบริษัท JR Central ในส่วนภูมิภาคชูบุ (Chubu) หาซื้อได้ตามสถานี JR Central ในจังหวัดนาโกย่าและจังหวัดใกล้เคียง
  7. manaca ออกโดยบริษัท Meitetsu และ Nagoya Subway หาซื้อได้ตามตู้จำหน่ายตั๋วของสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินเมืองนาโกย่า และ Transportation Bureau Service Center
  8. SUGOCA ออกโดยบริษัทรถไฟ JR Kyushu ทางภูมิภาคคิวชู (Kyushu) ซึ่งอยู่ทางใต้ของญี่ปุ่น คำว่า SUGOCA มาจากภาษาท้องถิ่นของคิวชู แปลว่า “สุดยอด”
  9. HAYAKAKEN ออกโดย Fukuoka City Subway ซื้อได้ตามตู้จำหน่ายตั๋วอัตโนมัติที่สถานีรถไฟใต้ดินเมืองฟุกุโอกะ มีแต้มสะสมการใช้งาน
  10. nimoca ออกโดยบริษัท Nishitetsu ซึ่งเป็นบริษัทที่ให้บริการรถไฟและรถบัสในเมืองฟุกุโอกะเป็นหลัก

ตู้จำหน่ายบัตร
ตู้จำหน่ายบัตรในสถานีรถไฟ

วิธีการทำบัตร IC Card

  1. ไปที่ตู้จำหน่ายบัตร IC Card ตามสถานีรถไฟ โดยตู้จะมีสัญลักษณ์ของ IC Card หรือสามารถติดต่อซื้อบัตรได้ที่สำนักงานในสถานีรถไฟ
  2. ถ้าซื้อที่ตู้จำหน่ายบัตร ให้กดเปลี่ยนภาษาเป็นภาษาอังกฤษ ซึ่งตู้ IC Card ในปัจจุบันมีภาษาอังกฤษให้เลือกแล้ว
  3. เลือกเมนูซื้อ IC Card ประเภทที่ต้องการ
  4. ชำระเงินค่า IC Card ตามที่แจ้ง จากนั้นก็ได้ IC Card มาใช้งาน ซึ่งในการซื้อบัตรครั้งแรก จะมีค่ามัดจำบัตร 500 เยน เป็นราคาแบบรวมภาษีแล้ว

หมายเหตุ

  • IC Card แต่ละประเภท จะมีค่ามัดจำบัตร 500 เยน กล่าวคือในการซื้อบัตรครั้งแรก ถ้าเติมเงินอย่างต่ำ 2,000 เยน จะใช้เงินในบัตรได้ 1,500 เยน และถ้าซื้อบัตรแบบที่มีการลงทะเบียนบัตรเอาไว้ ซึ่งจะมีให้กรอกข้อมูลส่วนตัว เช่น ชื่อ วันเกิด เบอร์โทรศัพท์ เมื่อบัตรสูญหาย สามารถขอบัตรใหม่ได้

วิธีการเติมเงินบัตร IC Card

  1. ไปที่ตู้ IC Card ตามสถานีรถไฟ
  2. เลือกเมนูเติมเงิน (Charge) แล้วเลือกจำนวนเงินที่ต้องการ มีตั้งแต่ 500 เยนขึ้นไป (จำกัดจำนวนเงินคงเหลือในบัตรสูงสุดไม่เกิน 20,000 เยน)
  3. ชำระเงินค่าเติมเงินแล้วรอรับบัตรคืน
ช่องตรวจตั๋วในสถานีรถไฟ
ช่องตรวจตั๋วในสถานีรถไฟ

ข้อควรรู้เกี่ยวกับ IC Card

• ยอดเงินไม่พอ

หากไม่สามารถแตะบัตรออกจากสถานีรถไฟได้เนื่องจากยอดเงินคงเหลือในบัตรไม่พอจ่ายค่าโดยสาร เราสามารถไปเติมเงินได้ที่ตู้ปรับราคาตั๋ว (Fare Adjustment) ซึ่งมักตั้งอยู่ใกล้กับที่ตรวจตั๋วตรงทางออก

• การคืนบัตร

จำเป็นต้องนำบัตรไปคืนให้ถูกบริษัท เช่น ถ้าเป็นบัตร SUICA ต้องไปคืนกับ JR East ที่เป็นผู้ออกบัตร ซึ่งถ้าเราข้ามเขตมาเที่ยวที่โอซาก้า แม้จะสามารถใช้บัตรได้ แต่จะไม่สามารถคืนบัตรได้ เพราะไม่อยู่ในเขตของ JR East แล้ว หรืออธิบายง่าย ๆ คือ ซื้อบัตรที่เมืองไหน ให้คืนที่เมืองนั้นจะสะดวกและง่ายที่สุด ส่วนจำนวนเงินที่จะได้เมื่อคืนบัตร คือยอดเงินคงเหลือในบัตร หักค่าบริการ 220 เยน รวมกับค่ามัดจำอีก 500 เยน

ยกตัวอย่าง : ถ้าเหลือเงินในบัตรที่ใช้ได้ 720 เยน เราจะถูกหักเงินค่าบริการ 220 เยน เหลือ 500 เยน เมื่อรวมกับค่ามัดจำบัตร 500 เยน เราจะได้เงินคืนทั้งหมด 1,000 เยน ทั้งนี้ถ้าเงินในบัตรต่ำกว่า 220 เยน หรือเหลือ 0 เยน เราก็จะได้เงินคืนมา 500 เยน

• อายุการใช้งานของบัตร

การทำบัตร IC Card เมื่อทำแล้วสามารถใช้ได้ตลอดชีพ เพียงแต่ไม่มีการใช้งานนาน 10 ปี บัตรจะถูกระงับการใช้งาน ดังนั้นหากมีแผนจะกลับมาเที่ยวญี่ปุ่นอีก ก็สามารถเก็บบัตรไว้ใช้งานในทริปต่อไปได้

ส่งท้าย

จะเห็นได้ว่า IC Card ในญี่ปุ่นนั้นมีประโยชน์หลากหลายมากสำหรับการท่องเที่ยวในญี่ปุ่น นอกจากชำระค่าโดยสารแล้วยังชำระค่าสินค้าและบริการอื่น ๆ ที่เข้าร่วมได้อีกด้วย ทั้งนี้ยังสามารถใช้บริการได้ทั่วประเทศ และด้วยคุณสมบัติของบัตรเติมเงิน จึงเหมาะกับนักท่องเที่ยวที่ไม่ได้ใช้จ่ายเกี่ยวกับการเดินทางมากนัก ไม่ต้องซื้อ JR Pass ที่เป็นแบบราคาเหมา ซึ่งอาจใช้งานได้ไม่คุ้มนั่นเอง

บทความที่เกี่ยวข้อง