Home เที่ยวญี่ปุ่นคันไซ (Kansai) ภูเขา Hiei และวัด Enryaku-ji จุด Check-in Unseen ที่ต้องไปชม
วัด Enryaku-ji

ภูเขา Hiei และวัด Enryaku-ji จุด Check-in Unseen ที่ต้องไปชม

by NorthTempest
4964 views

วัด Enryaku-ji (เอนเรียะคุจิ 延暦寺) ตั้งอยู่บนภูเขา Hiei (ฮิเอซัง 比叡山) ซึ่งเป็นภูเขาที่อยู่ในรอยต่อของจังหวัดเกียวโต (Kyoto) และชิกะ (Shiga) ในภูมิภาคคันไซ (Kansai) โดยวัดนี้เป็นวัดที่มีชื่อเสียงอันดับต้น ๆ ของชาวญี่ปุ่น แต่ไม่ใช่สำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติสักเท่าไร

โดยส่วนมากแล้วเรารู้จักวัดชื่อดังในเกียวโตอย่าง วัดเสาแดง Fushimi Inari หรือ ปราสาททอง Kinkaku-ji กันมากกว่า และด้วยความที่วัด Enryaku-ji อยู่ไกลจากตัวเมือง ประกอบกับการเดินทางที่ค่อนข้างลำบาก จึงไม่เป็นที่ดึงดูดของนักท่องเที่ยวหรือคณะทัวร์เท่าไรนัก คนทั่วไปจึงไม่ค่อยรู้จักวัดนี้ ทำให้สถานที่แห่งนี้กลายเป็นจุด Unseen ที่เราต้องไปดูด้วยตาตัวเองสักครั้ง  ขอบอกเลยว่าคุ้มค่าแก่การเดินทางไปชมจริง ๆ ครับ

แผนที่เมือง Sakamoto

แผนที่เมือง Sakamoto

การเดินทางมาวัด Enryaku-ji

การเดินทางไปยังวัดมีหลายเส้นทาง แต่วิธีที่ง่ายที่สุดคือนั่งรถไฟสาย JR Kosei Line จากสถานี Kyoto Station มายัง Hieizan-Sakamoto Station ใช้เวลาเพียง 15 นาที โดยเป็นการนั่งรถไฟแค่ต่อเดียวก็ถึงเลย (ค่าโดยสาร 320 เยน)  ออกจากสถานีเพื่อไปยังสถานีรถรางขึ้นไปยังเขา Hiei ใช้เวลาเดินประมาณ 10-15 นาที หรือจะนั่งรถบัสไปใช้เวลา 5 นาที (ค่าโดยสาร 210 เยน)

สถานีรถราง Sakamoto Railway

สถานีรถราง Sakamoto Railway

เราสามารถซื้อตั๋วรถรางเพื่อขึ้นไปบนเขา Hiei ได้ที่สถานี โดยรถจะออกทุก ๆ ครึ่งชั่วโมง แต่เวลาการเดินรถอาจจะเปลี่ยนแปลงขึ้นอยู่กับสภาพอากาศในเวลานั้นด้วย หากมาเที่ยวในช่วงหน้าหนาวที่มีหิมะตกหนัก รถรางอาจจะหยุดวิ่ง นอกจากนี้เราสามารถใช้บัตร Kansai Pass เพื่อใช้แทนตั๋วขึ้นรถรางได้ด้วย แนะนำว่าหากมาเที่ยวคันไซหลายวันควรซื้อไว้คุ้มค่ามากกกกก

2 Day Kansai Thru Pass

บัตรคันไซพาสแบบ 2 วัน สามารถใช้ขึ้นรถไฟใต้ดิน รถไฟและรถบัส ในเขตคันไซได้เกือบทั้งหมด ยกเว้นสาย JR และรถบัสสายพิเศษ อย่างเช่นสายที่วิ่งไปยังสถานีรถรางเป็นต้น

ภายในสถานีรถรางมีที่นั่งรอและแผ่นพับสำหรับนักท่องเที่ยวหลากหลายภาษาด้วยกัน สำหรับในช่วงหน้าหนาวสถานที่แห่งนี้ไม่เป็นที่นิยมมากนักเพราะข้างบนอากาศจะหนาวและมีหิมะตก ผู้คนส่วนใหญ่จึงนิยมมาในช่วงฤดูใบไม้ผลิเพื่อชมซากุระหรือใบไม้ร่วงเพื่อชมใบไม้เปลี่ยนสีมากกว่า

ทางขึ้นรถราง

จะเปิดประตูให้ผู้โดยสารเข้า 5 นาทีก่อนรถออก

ป้ายบอกเส้นทาง

ป้ายบอกเส้นทางอื่นๆ ที่จะขึ้นเขาว่าตรงไหนเปิดและปิดบ้าง จากรูปทางขึ้นเขามีทางเดียวคือรถราง รถบัสจะวิ่งขึ้นเขาไม่ได้ในช่วงหน้าหนาว

Sakamoto Cable Railway

แผ่นพับแนะนำการท่องเที่ยวของรถรางซากาโมโต้

บนรถรางมีการบรรยายแนะนำวิวข้างทางต่าง ๆ เป็นภาษาญี่ปุ่นและภาษาอังกฤษในจุดสำคัญ เช่น วิวที่มองเห็นทะเลสาบ Biwa (บิวะโกะ 琵琶湖) เป็นต้น

รถราง Sakamoto Railway

รถราง Sakamoto Railway

ภายในห้องโดยสาร

ภายในห้องโดยสาร

ภูเขาฮิเอมีความสูง 848 เมตรโดยประมาณ จากข้างบนสามารถมองเห็นทะเลสาบ Biwa ได้อย่างชัดเจน ในอดีตภูเขาแห่งนี้มีตำนานพื้นบ้านเล่าขานกันว่าเป็นที่อยู่ของเทพและยักษ์ต่าง ๆ เมื่อศาสนาพุทธเข้ามีการสร้างวัด Enryaku-ji บนภูเขา Hiei ทำให้กลายเป็นภูเขาที่มีชื่อเสียงทางธรรมไปแทน

วิวของทะเลสาบ Biwa

วิวของทะเลสาบ Biwa จากข้างบน

จุดชมวิวทะเลสาบ Biwa

จุดชมวิวทะเลสาบ Biwa ที่ความสูง 654 เมตร

จากสถานีรถรางเราต้องเดินต่อไปอีกประมาณ 700 เมตร เพื่อไปยังวัด Enryoku-ji ทันทีที่ก้าวขาออกจากสถานีรถราง หิมะก็ตกลงมาต้อนรับพวกเราพอดี สร้างความฟินให้กับคณะเดินทางของเราที่อยากจะเห็นหิมะกันตั้งแต่วันแรกที่มาถึงญี่ปุ่น ตลอดทางเดินหิมะก็ตกหนักขึ้นเรื่อยๆ จากความดีใจถ่ายรูปกันรัวๆ ก็เริ่มเปลี่ยนเป็นความหนาวเหน็บ อยากจะหาที่หลบหิมะกันแทน  เอาใจยากกันจัง ◔_◔

ทางเดินไปยังวัด Enryoku-ji

ทางเดินไปยังวัด Enryoku-ji

หน้าจุดขายตั๋วเข้าชมวัด Enryoku-ji

หน้าจุดขายตั๋วเข้าชมวัด Enryoku-ji เต็มไปด้วยหิมะโปรยปรายไม่หยุด

ทางไปวัด

อ่า…. ตกหนักขึ้นเรื่อยๆ อีกต่างหาก

มาถึงจุดนี้คณะเดินทางตามล่า Unseen ของเราบางส่วนก็ขอยอมถอนตัวเดินกลับไปนั่งผิงฮีทเตอร์อุ่น ๆ ที่สถานีรถรางแทน จากที่คุยกับคนขายตั๋วได้ความว่ามีค่าเข้าชม 700 เยน สามารถเดินชมได้ทุกวัดบนเขา Hiei แต่ถ้าจะเดินให้ครบทุกที่น่าจะใช้เวลาประมาณ 4 ชั่วโมงเป็นอย่างน้อย ดังนั้นเราจึงตัดสินใจเข้าชมวัด Enryoku-ji ที่เดียวพอ แค่เฉพาะวัดนี้ที่เดียวก็ใช้เวลาประมาณ 30-45 นาทีแล้ว

แผนของวัดบนเขา Hiei

แผนของวัดบนเขา Hiei ในส่วนของแผนที่วัด Enryoku-ji จะอยู่ในช่องซ้ายล่าง

เกี่ยวกับวัด Enryoku-ji

วัด Enryoku-ji เป็นวัดเก่าแก่มีอายุกว่า 1,200 ปี ตัววัดแรกถูกสร้างขึ้นมาในปี ค.ศ. 778 สมัยเฮอัน โดยพระรูปหนึ่งนามว่า “ไซโจ” ในยุคสมัยที่ญี่ปุ่นได้รับอิทธิพลทางศาสนาพุทธนิกายเทียนไถจากจีน จักรพรรดิ์คัมมุผู้เลื่อมใสในศาสนาได้มอบแรงงานงานคนและปัจจัยให้กับไซโจในการสร้างวัดนี้ขึ้นมา ถือว่าเป็นวัดนิกายเท็นไดแรก ๆ ในญี่ปุ่น ต่อมาในสมัยมุโระมาชิ ศาสนาพุทธเฟื่องฟู มีการขยายสาขาวัดออกไปยังที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศกว่า 3,000 แห่ง ทำให้วัดนิกายเท็นไดมีพระจำนวนมากพอที่จะตั้งเป็นก่อทัพได้ ก่อให้เกิดนักรบพระสายบู้ที่เรียกว่า “โซเฮ” ขึ้นมาในปี 1571 โอดะ โนบุนากะ เล็งเห็นว่าพระพวกนี้จะเป็นเสี้ยนหนามในการรวบรวมประเทศ จึงบุกขึ้นเขา Hiei เผาทำลายและสังหารพระภิกษุในวัด Enryoku-ji เป็นจำนวนมาก หลังจากสงครามสิ้นสุดลงวัดได้รับการบูรณะขึ้นมาใหม่จนถึงปัจจุบัน

Ordination Hall หอ Kaidan-in

Ordination Hall หอ Kaidan-in (ไคดังอิน 戒壇院 ) เป็นหอที่สำคัญในวัด Enryoku-ji ถูกใช้ในการทำพิธีต่างๆ สำหรับโชกุนในอดีต

หอระฆัง Shoro

หอระฆัง Shoro (โชโร 鐘楼 ) โยนเหรียญ 5 เยน เพื่อขอพรและตีระฆัง 1 ทีเพื่อให้เทพเจ้ารับรู้

จุดที่ใก้ลที่สุดคือหอระฆังและข้าง ๆ กันคือหอไตรไดโคโดซึ่งเป็นหอไตรที่ใช้สำหรับเรียนหนังสือและพระธรรมในอดีตจนถึงปัจจุบั นนอกจากนี้ยังเป็นจุดขายของฝากด้วย แต่ไม่สามารถถ่ายรูปข้างในได้ ซึ่งของฝากที่มีขายก็เหมือนที่อื่นได้แก่พวก เครื่องราง ลูกประคำ อะไรพวกนี้ ราคาก็อยู่มาณ 500 เยนสำหรับเครื่องราง มีครบจัดเต็มเสริมดวงป้องกันภัย แคล้วคลาด หาคู่ คลอดลูกง่าย แม่ยายหายป่วย

Great Lecture Hall หอไตร Daiko-do

Great Lecture Hall หอไตร Daiko-do (ไดโคโด 大講堂 ) จุดขายของที่ระลึก

ไฮไลท์สำคัญของที่วัดนี้คือหอ Kompon-judoto (คมปงจูโด 根本中道堂) ที่เป็น UNESCO World Heritage ตัวอาคารดั้งเดิมที่สร้างมาตั้งแต่สมัยเฮอัน ตอนที่พวกเราไปถึงมีการปรับปรุงอยู่พอดีจึงไม่ได้ถ่ายรูปภายนอกอาคารเอาไว้สามารถหาชมกันได้เองในกูเกิ้ล

ภายในอาคาร Kompon-judoto

ภายในอาคาร Kompon-judoto (คมปงจูโด 根本中道堂)

พระประธาน

พระประธาน ไม่สามารถเข้าไปดูข้างในได้ เฉพาะพระที่ลงไปสวดมนต์เท่านั้น

รูปวาดโบราณ

รูปวาดโบราณตั้งแต่สมัยเฮอัน

จากหอ Kompon-judoto เราต้องเดินอ้อมมายังทางเดิมเพราะบันไดปิดในช่วงหน้าหนาวอีกแล้ว ท่าทางจะลื่นมากเพราะเป็นบันไดหินทั้งหมดเดินอ้อมไปยัง ประตู Monju-ro มี 2 ชั้น สามารถขึ้นไปยังชั้นสองได้ แต่ด้วยอากาศที่หนาวและบันไดที่ต้องปีนขึ้นจึงต้องขอบาย (´Д`)

ประตู Monju-ro Gate (มงจูโร 文殊楼)

ประตู Monju-ro Gate (มงจูโร 文殊楼)

ด้านข้างของประตู Monju-ro

ด้านข้างของประตู Monju-ro

จุดแขวนแผ่นไม้ขอพร

เป็นจุดแขวนแผ่นไม้ขอพร ซึ่งทางวัดจะนำไปทำพิธีเผาในภายหลัง

ในส่วนสุดท้ายของวัดคือหออะมิดะและเจดีย์ตะวันออก ที่เป็นส่วนที่สูงที่สุดของวัดนี้ หน้าลานหออะมิดะจะมีรูปปั้น Jizo (จิโซ 地増) ตั้งอยู่ ทันทีที่เราเดินมาถึงก็เหมือนปาฏิหารบังเกิด หิมะหยุดตกแสงแดดสาดส่องลงมา เราได้ยินเสียงบทสวดจากหน้าหออะมิดะจึงเปิดประตูเข้าไปดู ภายในหออะมิดะมีพระกำลังทำพิธีอะไรบางอย่างอยู่ โอ้ววววว เหลือเชื่อจริง ๆ !!! (และแน่นอนถ่ายรูปไม่ได้อีกเช่นกัน) แต่หลังจากนั้น 5 นาทีหิมะก็ตกเหมือนเดิม (◔ д◔) แถมพวกเราก็ต้องเดินปากชากันกลับไปยังสถานีรถรางเพื่อรอเวลาลงจากเขากันต่อไปอีกด้วย…

บันไดทางเดิน

บันไดทางเดินเพื่อขึ้นไปยังหอ Amida-do

East Pagoda และ Amida Hall

East Pagoda เจดีย์ตะวันออก (To-to 東塔 ) และหออะมิดะ Amida Hall (Amida-do 阿弥陀堂) ตามลำดับ

รูปปั้นจิโซและเจดีย์ตะวันออก

รูปปั้นจิโซและเจดีย์ตะวันออก

บ่อน้ำพุจิโซ

บ่อน้ำพุจิโซ

Amida-do

ทางเดินบนหอ Amida-do (อะมิดะ-โด 阿弥陀堂)

สรุปแล้ววัด Enryaku-ji เป็นสถานที่ที่น่าประทับใจมากในการเดินทางครั้งนี้ ใครที่ชอบศิลปะกรรมและประวัติศาสตร์ไม่ควรพลาดที่จะลองมาชมสถานที่แห่งนี้ดู วัดไม้โบราณท่ามกลางธรรมชาติที่เงียบสงบ แม้อากาศจะหนาวแต่สิ่งก่อสร้างในวัดและภาพที่เราเห็นก็สร้างความตื่นตาตื่นใจอยู่ตลอดเวลาจนลืมความหนาวกันชั่วขณะเลยทีเดียว หากมีโอกาสก็อยากจะกลับมาอีกสักสองครั้งเพื่อชมในฤดูใบไม้ผลิกับใบไม้ร่วงดูบ้าง

 


บทความท่องเที่ยวเกียวโต

บทความที่เกี่ยวข้อง