Home เที่ยวญี่ปุ่นคิวชู (Kyushu) 10 สถานที่ท่องเที่ยวในจังหวัดนางาซากิ (Nagasaki) ที่ต้องมา Check-in!
สถานที่ท่องเที่ยวในจังหวัดนางาซากิ (Nagasaki)

10 สถานที่ท่องเที่ยวในจังหวัดนางาซากิ (Nagasaki) ที่ต้องมา Check-in!

by Pikanoui
3227 views

จังหวัดนางาซากิ (Nagasaki) ตั้งอยู่ทางตะวันตกของภูมิภาคคิวชู (Kyushu) ซึ่งเป็นเกาะทางตอนใต้ของญี่ปุ่น เมืองนางาซากิเดิมเคยเป็นเมืองท่าที่เคยมีชาวยุโรปและชาวจีนมาอาศัยอยู่ ซึ่งปัจจุบันก็ยังมีอาคารเก่าแก่หลงเหลืออยู่ โดยมีการอนุรักษ์เอาไว้และเปิดเป็นแหล่งท่องเที่ยวของเมืองค่ะ

เมืองนางาซากิ (Nagasaki) ยังเป็นอีกเมืองนอกจากเมืองฮิโรชิม่า (Hiroshima) ที่ถูกทิ้งระเบิดปรมาณูในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 เรียกได้ว่าถ้าคนที่ชอบประวัติศาสตร์ก็ต้องไม่พลาดที่มาแวะเยี่ยมเยือนค่ะ นอกจากนี้เมืองนางาซากิยังติดกับทะเลและภูเขา ถือได้ว่าเป็นเมืองที่มีความงดงามในหลายๆ ด้านทั้งธรรมชาติและวัฒนธรรมที่ผสมผสานจากหลาย ๆ ชาติได้อย่างลงตัว

10 สถานที่ท่องเที่ยวในนางาซากิที่ห้ามพลาด!

สวนสันติภาพนางาซากิ (Nagasaki Peace Park)

( แผนที่)

สวนสันติภาพนางาซากิ (Nagasaki Peace Park)

สถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของเมืองนางาซากิ ที่ในอดีตเคยเกิดเหตุการณ์อันสุดสะเทือนจิตใจของคนทั้งโลกมาแล้วสำหรับ “สวนสันติภาพนางาซากิ (Nagasaki Peace Park)” ในอดีตเคยเป็นคุกเก่ามาก่อน แต่หลังจากถูกระเบิดปรมาณูถล่มในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อปี ค.ศ. 1945 ทำให้นางาซากิได้รับความเสียหายอย่างหนักเกือบทั้งเมือง มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก จึงสร้างที่นี่ให้เป็นสัญลักษณ์เตือนคนทั่วโลกถึงภัยสงครามอันโหดร้ายทารุณ และเพื่อรำลึกถึงผู้เคราะห์ร้ายในเหตุการณ์ครั้งนี้ด้วยค่ะ

ภายในสวนแห่งนี้ยังเป็นที่ตั้งของ “น้ำพุแห่งสันติภาพ (Fountain of Peace)” ซึ่งจะอยู่บริเวณทางเข้าประตู สร้างขึ้นเพื่อรำลึกถึงเหยื่อระเบิดปรมาณูที่กระหายน้ำจนเสียชีวิตค่ะ จากนั้นจะพบกับ “อนุสาวรีย์แห่งสันติภาพขนาดใหญ่ (Peace Statue)” ซึ่งเป็นรูปปั้นผู้ชายที่มือซ้ายกางออก และมือขวาชี้ขึ้นไปบนฟ้า เพื่อเป็นการสื่อให้ผู้คนตระหนักถึงสันติภาพบนโลกใบนี้นั่นเองค่ะ และตามจุดต่าง ๆ ภายในสวนแห่งนี้ก็ยังมีรูปปั้นอื่น ๆ ให้ได้ชมกันอีกมากมาย ถือเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่คอยบอกเล่าเรื่องของเหตุการณ์อันเลวร้ายในอดีตที่ผ่านมานั่นเองค่ะ

สำหรับนักท่องเที่ยวที่อยากจะเดินทางมาเที่ยวชมสวนสันติภาพนางาซากิซึ่งเป็นสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์แห่งนี้ ก็ให้เริ่มต้นจากสถานีรถไฟ Nagasaki จากนั้นให้เดินไปขึ้นรถรางที่ป้าย Nagasaki Eki-mae Tram Stop เพื่อไปลงยังป้าย Matsuyama-machi Tram Stop แล้วเดินต่ออีกประมาณ 3 – 5 นาทีค่ะ


พิพิธภัณฑ์ระเบิดปรมาณูนางาซากิ (Nagasaki Atomic Bomb Museum)

( แผนที่)

มาเรียนรู้ประวัติศาสตร์และทำความรู้จักเมืองนางาซากิกันให้มากขึ้นกับ “พิพิธภัณฑ์ระเบิดปรมาณูนางาซากิ (Nagasaki Atomic Bomb Museum)” เป็นพิพิธภัณฑ์ที่ตั้งอยู่ตรงข้ามกันกับ “สวนสันติภาพนางาซากิ (Nagasaki Peace Park)” โดยพิพิธภัณฑ์แห่งนี้มีวัตถุประสงค์ในการสร้างขึ้นเพื่อเป็นการระลึกถึงเหตุการณ์อันเลวร้ายจากการทิ้งระเบิดปรมาณูจนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บเป็นจำนวนมากค่ะ

ภายในพิพิธภัณฑ์ระเบิดปรมาณูแห่งนี้ได้มีการจัดแสดงเหตุการณ์ตั้งแต่ตอนเกิดการระเบิดในวันที่ 9 สิงหาคม ค.ศ. 1945 เวลา 11.02 น. ไปจนถึงภายหลังของการระเบิดเอาไว้ รวมถึงสิ่งของเครื่องใช้ต่าง ๆ ที่ยังหลงเหลือจากเหตุระเบิด รวมทั้งภาพถ่ายและวีดีโอ ซึ่งที่นี่ก็ถือเป็นแหล่งรวบรวมข้อมูลความรู้ที่เกี่ยวกับระเบิดปรมาณู และประวัติความเป็นมาของอาวุธนิวเคลียร์เอาไว้อย่างครอบคลุม เพื่อให้นักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่นและชาวต่างชาติได้เข้ามาเรียนรู้และเกิดการตระหนักถึงพิษภัยของสงครามนั่นเองค่ะ


ภูเขาอินาสะ (Mount Inasa)

( แผนที่)

ภูเขาอินาสะ (Mount Inasa)

ถ้าพูดถึง ‘วิวสวยหลักล้าน’ ในประเทศญี่ปุ่นก็มีอยู่หลายที่เลยค่ะ และหนึ่งในนั้นก็คือวิวจาก “ภูเขาอินาสะ (Mount Inasa)” ซึ่งเป็นภูเขาที่มีความสูงถึง 333 เมตร ตั้งอยู่ไม่ไกลจากตัวเมืองนางาซากิมากนัก นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่จะรู้จักกันดีเพราะภูเขาแห่งนี้ได้รับการโหวตให้เป็น 1 ใน 3 จุดชมวิวกลางคืนที่สวยที่สุดในญี่ปุ่นมาแล้วนั่นเองค่ะ

นักท่องเที่ยวสามารถขึ้นไปบนจุดชมวิวของยอดเขาอินาสะแห่งนี้ได้โดยการเลือกนั่งรถบัสซึ่งจะใช้เวลาประมาณ 15 – 20 นาที หรือจะนั่งกระเช้าลอยฟ้านางาซากิ (Nagasaki Ropeway) ขึ้นไปก็ได้ โดยใช้เวลาเพียง 5 นาทีเท่านั้นค่ะ เมื่อขึ้นมาถึงด้านบนสุดแล้ว ต้องบอกเลยว่าไม่ผิดหวังแน่นอนสำหรับวิวหลักล้านที่งดงามเกินคำบรรยาย ทั้งบรรยากาศสุดแสนโรแมนติก ที่มองเห็นวิวเมืองได้แบบ 360 องศา ไม่ว่าจะเป็นท่าเรือ อ่าวนางาซากิ และวิวภูเขาที่ล้อมรอบเมืองได้อย่างชัดเจน แนะนำให้มาเที่ยวในช่วงหัวค่ำนะคะ แต่คนก็จะแน่น ๆ หน่อย และบริเวณจุดชมวิวก็ยังเต็มไปด้วยร้านอาหาร ร้านคาเฟ่ และร้านจำหน่ายของที่ระลึกไว้คอยต้อนรับนักท่องเที่ยวกันอีกด้วย  

สำหรับท่านใดที่อยากจะเดินทางมาสัมผัสบรรยากาศอันสุดพิเศษบนยอดเขาอินาสะแห่งนี้ สามารถนั่งรถรางมาลงยังป้าย Takaramachi Tram Stop จากนั้นเดินต่ออีกประมาณ 15 – 20 นาทีเพื่อไปขึ้นกระเช้าลอยฟ้าตรงสถานี Fuchi Shrine ค่ะ


สะพานแว่นตา เมกาเนะบาชิ (Meganebashi Bridge)

( แผนที่)

สะพานแว่นตา เมกาเนะบาชิ (Meganebashi Bridge)

มาต่อกันเลยกับแลนด์มาร์คสำคัญที่ไม่มาไม่ได้แล้วจริงๆ สำหรับ“สะพานแว่นตา เมกาเนะบาชิ (Meganebashi Bridge)” ถือเป็นสะพานเก่าแก่ที่สร้างขึ้นด้วยหินเมื่อปี ค.ศ. 1634 เพื่อใช้เป็นทางในการข้ามผ่านแม่น้ำนาคาจิมะ (Nakashimagawa) ซึ่งเป็นแม่น้ำที่ไหลผ่านตัวเมืองนางาซากินั่นเองค่ะ เดิมทีสะพานแห่งนี้สร้างขึ้นตามวัตถุประสงค์ของพระภิกษุที่มาจากวัดโซฟุคุจิ (Sofukuji Temple) ต่อมาในปี ค.ศ. 1962 ได้เกิดอุทกภัยครั้งใหญ่และรุนแรงมาก เป็นเหตุให้ตัวสะพานเกิดการพังทลายลง และที่เราเห็นกันอยู่ในปัจจุบันนั้นก็ได้รับการบูรณะซ่อมแซมขึ้นมาใหม่ให้มีลักษณะเหมือนเดิมให้มากที่สุดนั่นเองค่ะ

ว่ากันว่าสะพานเมกาเนะบาชิแห่งนี้ยังได้รับการยกย่องว่าเป็น 1 ใน 3 สะพานแว่นตาที่สวยที่สุดในญี่ปุ่นอีกด้วย และจุดเด่นของสะพานแว่นตาแห่งนี้คือ เป็นสะพานหินที่มีสถาปัตยกรรมแบบจีน มีลักษณะเป็นสะพานหินครึ่งวงกลม 2 วงติดกัน ซึ่งความยาวของสะพานแห่งนี้จะอยู่ที่ 22 เมตร กว้าง 3.65 เมตร และมีความสูงจากระดับน้ำประมาณ 5.46 เมตร เมื่อตัวสะพานสะท้อนเข้ากับผิวน้ำเราก็จะเห็นเป็นรูปวงกลมคล้ายกับแว่นตานั่นเองค่ะ

สำหรับนักท่องเที่ยวที่อยากจะเดินทางมาสัมผัสความงามของสะพานแว่นตา เมกาเนะบาชิ ก็สามารถนั่งรถรางเพื่อมาลงยังป้าย Nigiwaibashi Tram Stop จากนั้นเดินต่ออีกประมาณ 8 – 10 นาทีค่ะ และอีกหนึ่งวิธีคือสามาถนั่งรถบัสเพื่อมาลงยังป้าย Shinwaginkou-mae ก็ได้ค่ะ


วัดโซฟุคุจิ (Sofukuji Temple)

( แผนที่)

สำหรับคนที่ชอบเข้าวัดเข้าวา หากได้มาเยือนเมืองนางาซากิแล้วก็สามารถแวะมาที่ “วัดโซฟุคุจิ (Sofukuji Temple)” ได้ค่ะ ที่นี่เป็นวัดเซนเก่าแก่ของนิกายโอบะคุ (Obaku Zen) มีการออกแบบและตกแต่งมาจากสถาปัตยกรรมของจีนแท้ๆ ในสมัยราชวงศ์หมิงวัดแห่งนี้สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1629 ตามความประสงค์ของพระโชเน็ง (Chonen) เพื่อเป็นที่เคารพบูชาแก่ชาวจีนที่มีการอพยพย้ายถิ่นฐานเข้ามาอยู่ที่เมืองนางาซากิแห่งนี้นั่นเองค่ะ

เราจะพบว่าวัดแห่งนี้มีความโดดเด่นมากโดยเฉพาะประตูทางเข้าวัดที่ทาด้วยสีแดงสด จึงทำให้วัดโซฟุคุจิดูโดดเด่น และมีเอกลักษณ์ที่ไม่เหมือนใคร ส่วนภายในวัดนั้นจะมีอยู่ด้วยกันทั้งหมด 2 อาคาร คือ อาคารหนึ่งสำหรับใช้เป็นที่รวบรวมและเก็บสะสมสิ่งของ รวมถึงสมบัติต่าง ๆ ของชาติเอาไว้ และอาคารถัดมาจะเป็นที่ประดิษฐานรูปปั้นขนาดเท่าคนจริงของเทพเจ้ามะโซะ (Maso) ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นเทพธิดาแห่งท้องทะเล และยังเป็นที่ประดิษฐานรูปปั้นขององค์เจ้าแม่กวนอิม เพื่อให้ผู้คนได้เข้ามาสักการะบูชาอีกด้วยค่ะ

สำหรับนักท่องเที่ยวท่านใดที่อยากจะเดินทางมาสัมผัสบรรยากาศอันร่มรื่นของวัดสวยในแบบสไตล์จีน หรือจะเดินทางมาเพื่อสักการะบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ณ วัดโซฟุคุจิ แห่งนี้ก็สามารถนั่งรถรางมาลงยังป้าย Shokakuji-shita Tram Stop แล้วเดินต่ออีก 5 – 10 นาทีค่ะ


นางาซากิไชน่าทาวน์ (Nagasaki Chinatown) / ชินจิมาจิไชน่าทาวน์ Shinchi Chinatown

( แผนที่)

นางาซากิไชน่าทาวน์ (Nagasaki Chinatown) / ชินจิมาจิไชน่าทาวน์ Shinchi Chinatown

ว่ากันว่าการได้มาเดินเที่ยวและหาของกินอร่อยๆ ในย่าน “นางาซากิไชน่าทาวน์ (Nagasaki Chinatown)” ถือว่าเป็นสวรรค์อย่างแท้จริงค่ะ ที่นี่ถือเป็นเป็นย่านการค้าเก่าแก่ซึ่งตั้งอยู่ในย่านชินจิมาจิ (Shinchimachi) และยังได้ชื่อว่าเป็น 1 ใน 3 ของไชน่าทาวน์ที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่นอย่าง โยโกฮาม่าไชน่าทาวน์ (Yokohama Chinatown) และ โกเบ นันกิงมาจิ (Kobe Nankin-machi) เนื่องจากในอดีตที่นี่กลายเป็นแหล่งชุมชนชาวจีนที่เข้ามาตั้งรกรากและทำการค้าในประเทศญี่ปุ่น ทำให้อาคารบ้านเรือนและสิ่งก่อสร้างต่าง ๆ มีลักษณะตามแบบสถาปัตยกรรมจีนแทบจะทั้งหมดเลยค่ะ

ที่นางาซากิไชน่าทาวน์แห่งนี้ยังเป็นแหล่งรวมภัตตาคารจีนชื่อดัง ร้านอาหารจีนที่มีชื่อเสียง และร้านจำหน่ายสินค้าต่าง ๆ ที่ตั้งอยู่เป็นจำนวนมากให้นักท่องเที่ยวได้มาช้อป ชิม ชิล กันจนเพลินตลอดทั้งวัน หากมีโอกาสมาเที่ยวในช่วงฤดูหนาวก็จะได้ชื่นชมความสวยงามของโคมแดงที่มีการติดตั้งอยู่ทั่วทั้งพื้นที่ รวมถึงกิจกรรมการแสดงให้ได้ชมกัน และถ้าเป็นฤดูใบไม้ร่วงที่นี่ก็จะถูกประดับประดาไปด้วยโคมพระจันทร์สีเหลืองอร่ามเช่นเดียวกันค่ะ

สำหรับนักท่องเที่ยวท่านใดที่อยากจะเดินทางมาช้อปปิ้งหรือเดินเที่ยวหาของอร่อยเด็ด ๆ ในย่านนางาซากิไชน่าทาวน์แห่งนี้ก็สามารถโดยสารรถรางมาลงยังป้าย Shinchi Chinatown Tram Stop ค่ะ


โบสถ์โออุระ (Oura Catholic Church)

( แผนที่)

โบสถ์โออุระ (Oura Catholic Church)

อีกหนึ่งสถานที่สำคัญของเมืองนางาซากิที่ยังคงความสวยงามและมีเสน่ห์ในแบบตะวันตกอย่าง “โบสถ์โออุระ (Oura Catholic Church)” เป็นโบสถ์คริสต์เก่าแก่ของนิกายโรมันคาทอลิกที่สร้างขึ้นในสมัยเอโดะ (Edo) ซึ่งถือเป็นสถานที่อันศักดิ์สิทธิ์และมีประวัติความเป็นมาอันยาวนาน โดยมีจุดประสงค์ในการสร้างโบสถ์แห่งนี้ขึ้นมาก็เพื่อเป็นอนุสรณ์ให้ได้ระลึกถึงมิชชันนารีและผู้ที่นับถือคริสต์ซึ่งพลีชีพเพื่อศาสนา โดยถูกตรึงด้วยไม้กางเขนทั้งหมด 26 คน จากเหตุการณ์โค่นล้มอำนาจในสมัยนั้น

ลักษณะโครงสร้างของตัวโบสถ์คริสต์โออุระแห่งนี้มีการออกแบบตามสถาปัตยกรรมโกธิคซึ่งเป็นอาคารสูงโดดเด่นด้านบนเป็นทรงแหลม ภายในมีการประดับตกแต่งด้วยกระจกสีสเตนกลาสหลากหลายสีสัน ส่วนแท่นบูชาก็ประดับด้วยงานสเตนกลาสรูปพระเยซูถูกตรึงบนไม้กางเขน (Crucifixion of Jesus) ขนาดใหญ่ที่มีความสูงประมาณ 3 เมตร และกว้างประมาณ 1.5 เมตร

สำหรับนักท่องเที่ยวท่านใดที่อยากจะเดินทางมาเพื่อชื่นชมความสวยงามและความคลาสิคของสถาปัตยกรรมแบบตะวันตกที่ยกให้เป็นสมบัติของชาติอย่างโบสถ์โออุระแห่งนี้ ก็สามารถนั่งรถรางมาลงยังป้าย Oura Cathedral Tram Stop แล้วเดินต่ออีกประมาณ 5 นาทีค่ะ


สวนโกลฟเวอร์ (Glover Garden)

( แผนที่)

สวนโกลฟเวอร์ (Glover Garden)

ไปต่อ…ไม่รอช้า! “สวนโกลฟเวอร์ (Glover Garden)” สถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมอีกแห่งหนึ่งที่อยู่ใกล้ “โบสถ์โออุระ (Oura Catholic Church)” ที่นี่เป็นสวนดอกไม้ที่ตั้งอยู่บนเนินเขา เดิมสวนสวยแห่งนี้เคยเป็นที่พักอาศัยของนายโทมัส เบลค โกลฟเวอร์ (Thomas Blake Glover) ซึ่งเป็นพ่อค้าชาวสก็อตแลนด์ที่ได้เดินทางเข้ามาเพื่อติดต่อและทำการค้าในสมัยนั้น หลังจากที่เจ้าของคฤหาสน์สุดหรูแห่งนี้ได้เสียชีวิตลง ที่นี่ได้รับการดัดแปลงให้กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่หลายคนรู้จักกันดีเมื่อได้มาเยือนเมืองนางาซากิ

ปัจจุบัน สวนโกลฟเวอร์แห่งนี้ได้เปิดบริการให้นักท่องเที่ยวได้เข้ามาชื่นชมความสวยงามที่ไม่ใช่มีแค่สวนสวยเท่านั้น แต่ยังประกอบไปด้วยคฤหาสน์สุดอลังการที่ดูคลาสิคในแบบที่เป็นยุโรป ซึ่งภายในได้มีการจำลองการใช้ชีวิตของผู้คนในสมัยนั้นเอาไว้ให้ได้ชมกัน และเรายังสามารถเดินเข้าไปชมห้องลับใต้หลังคาที่เคยใช้เป็นที่สำหรับซ่อนกลุ่มต่อต้านรัฐบาลเมื่อปลายสมัยเอโดะเอาไว้อีกด้วย แถมบริเวณรอบ ๆ สวนแห่งนี้ยังกลายเป็นจุดชมวิวเมืองนางาซากิที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวไม่น้อยทีเดียวค่ะ  


เกาะเดจิมะ (Dejima Island)

( แผนที่)

โปรแกรมต่อมาที่หลายคนให้ความสนใจและอยากจะเดินทางมาเที่ยวที่ “เกาะเดจิมะ (Dejima Island)” ซึ่งเป็นเกาะขนาดเล็กในอ่าวนางาซากิ สร้างขึ้นโดยมนุษย์จากการขุดคลองสำหรับใช้เป็นเส้นทางเดินเรือเพื่อผ่านไปยังคาบสมุทรในการติดต่อค้าขายกับพ่อค้าชาวโปรตุเกสตั้งแต่ปี ค.ศ. 1634 ซึ่งถือเป็นย่านการค้าเก่าแก่ของเมืองตั้งแต่สมัยเอโดะก็ว่าได้

ปัจจุบันเกาะเทียมแห่งนี้ได้ประกาศให้เป็นเขตอนุรักษ์ โดยมีการบูรณะฟื้นฟูตัวอาคารบ้านเรือนต่าง ๆ ให้คงอยู่ดังเดิม และเปิดให้นักท่องเที่ยวได้เข้ามาเยี่ยมชมกันอีกด้วย ซึ่งกิจกรรมที่นักท่องเที่ยวนิยมทำเมื่อได้มาเยือนที่เกาะแห่งนี้ก็คือการได้แต่งชุดกิโมโนแล้วเดินเล่นและเก็บภาพบรรยากาศรอบ ๆ เกาะที่ ให้ความรู้สึกราวกับว่าได้มาเดินเล่นในยุคนั้นกันเลยทีเดียว หลังจากเดินเที่ยวเล่นกันจนเหนื่อยแล้ว บนเกาะแห่งนี้ก็ยังมีร้านอาหาร ร้านจำหน่ายสินค้า ของที่ระลึก คาเฟ่ และอื่น ๆ ไว้คอยต้อนรับนักท่องเที่ยวอีกด้วยนะคะ

สำหรับนักท่องเที่ยวท่านใดที่อยากจะเดินทางมาเพื่อสัมผัสบรรยากาศความเป็นดั้งเดิมที่มีการอนุรักษ์เอาไว้ ณ เกาะเดจิมะ ก็สามารถเลือกโดยสารรถรางมาลงยังป้าย Dejima Tram Stop แล้วเดินต่ออีก 5 นาทีเท่านั้นค่ะ


สวนสนุกเฮาส์เทนบอช (Huis Ten Bosch)

( แผนที่)

ช่วงเวลาที่ทุกคนรอคอยได้มาถึงแล้ว สำหรับสถานที่ท่องเที่ยวอย่าง “สวนสนุกเฮาส์เทนบอช (Huis Ten Bosch)” ถือว่าเป็นสวนสนุกขนาดใหญ่ที่สุดบนเกาะคิวชู (Kyushu) ซึ่งมีขนาดพื้นที่รวมกันทั้งหมดประมาณ 1,520,000 ตารางเมตร เป็นสวนสนุกที่มีการออกแบบและสร้างขึ้นตามสถาปัตยกรรมของดัตช์และยุโรปในช่วงศตวรรษที่ 17

เฮาส์เทนบอชเป็นสวนสนุกที่สามารถเที่ยวได้ทุกเพศทุกวัย ไม่ว่าจะมากันเป็นทีม ยกกันมาทั้งครอบครัว หรือมากันเป็นคู่รัก ก็สามารถสนุกสนานเพลิดเพลินกันได้ตลอดทั้งวันแน่นอนค่ะ ซึ่งภายในประกอบไปด้วยสวนดอกไม้ ร้านอาหาร คาเฟ่ ร้านจำหน่ายของที่ระลึก โรงแรม พิพิธภัณฑ์ ท่าจอดเรือ และสวนสนุกที่มีอยู่ด้วยกันทั้งหมดถึง 7 โซนด้วยกัน คือ Amsterdam City, Harbor Town, Tower City, Adventure Park, Flower Road, Attraction Town และ Thriller City รวมไปถึงกิจกรรมอื่น ๆ อีกมากมายที่รอให้นักท่องเที่ยวได้มาสนุกสนานกัน และยังไม่หมดแค่นี้นะคะเพราะในช่วงเวลาค่ำสวนสนุกแห่งนี้จะประดับประดาด้วยไฟสีสันสวยงามแบบ 3D เอาไว้อย่างอลังการอีกด้วย บอกเลยว่าเหมือนได้มาเที่ยวสวนสนุกที่อยู่ในยุโรปเลยจริงๆ

นักท่องเที่ยวที่อยากจะเดินทางมาเพื่อสัมผัสประสบการณ์ความสนุกสุดมันส์ในบรรยากาศแบบยุโรปๆ ณ สวนสนุกเฮาส์เทนบอชแห่งนี้ ก็สามารถนั่งรถไฟสาย JR Omura Line เพื่อมาลงยังสถานี Huis Ten Bosch จากนั้นเดินต่ออีกประมาณ 5 นาทีค่ะ

ส่งท้าย

เรียกได้ว่าทั้ง 10 สถานที่ท่องเที่ยวในเมืองนางาซากินี้มีความหลากหลายและครบครันมากค่ะ ตั้งแต่ด้านการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ สัมผัสวัฒนธรรม ชมธรรมชาติ และเพลิดเพลินกับสวนสนุก ใครที่มาเที่ยวแถบคิวชู ก็อย่าลืมแวะมาเยี่ยมเยือนเมืองนางาซากิแห่งนี้นะคะ

บทความที่เกี่ยวข้อง