Home เที่ยวญี่ปุ่น ฤดูในญี่ปุ่น…เที่ยวญี่ปุ่นช่วงไหนดี พร้อมสถานที่ที่ต้องมา Check-in!
ฤดูในญี่ปุ่น...เที่ยวญี่ปุ่นช่วงไหนดี

ฤดูในญี่ปุ่น…เที่ยวญี่ปุ่นช่วงไหนดี พร้อมสถานที่ที่ต้องมา Check-in!

by JapanCheckin
15671 views

ฤดูในญี่ปุ่นมี 4 ฤดูกาล คือ ฤดูใบไม้ผลิ ฤดูร้อน ฤดูใบไม้ร่วง และฤดูหนาว ในแต่ละฤดูสามารถรังสรรค์สถานที่เดิมให้มีเสน่ห์แตกต่างกันได้อย่างน่าพิศวง ประเทศญี่ปุ่นจึงเหมาะแก่การท่องเที่ยวตลอดทั้งปี ไม่ว่าจะที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติ ที่ท่องเที่ยวแบบท้องถิ่นที่บ้านเรือนมักคงสถาปัตยกรรมแบบดั้งเดิม เมื่อมีฉากหลังของฤดูที่แตกต่างกัน ก็ทำให้ได้ความรู้สึกที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

4 ฤดูกาลในญี่ปุ่น

1. ฤดูใบไม้ผลิ

ฤดูใบไม้ผลิ ในภาษาญี่ปุ่นคือ “ฮารุ [春]” เป็นฤดูกาลที่เริ่มต้นในเดือนมีนาคมถึงเดือนพฤษภาคม อากาศในฤดูนี้จะอบอุ่นขึ้นจากฤดูหนาว มีอุณหภูมิประมาณ 13-25 องศาเซลเซียส ลมพัดเย็นสบาย จึงเหมาะแก่การท่องเที่ยวมากเลยค่ะ แถมเรายังสัมผัสได้ถึงไอดินกลิ่นธรรมชาติเนื่องจากต้นไม้ดอกไม้เพิ่งกลับมาผลิดอกออกใบอีกด้วย

ไฮไลท์ที่ขาดไม่ได้ของของฤดูใบไม้ผลิคือดอกซากุระสีชมพูอ่อนบานสะพรั่งที่มาพร้อมกับเทศกาลฮานามิ (Hanami) หรือเทศกาลชมดอกไม้นั่นเอง เราสามารถพกผ้าปูปิกนิกไปจับจองที่นั่งในสวนต่าง ๆ ที่จัดเทศกาลฮานามิเพื่อชมดอกไม้พร้อมกับกินดื่มเพื่อสังสรรค์กับเพื่อนหรือครอบครัวได้เลยค่ะ

ใครที่สนใจไปชมซากุระต้องเช็คให้ดีนะคะว่าสถานที่ที่จะเดินทางไปนั้นดอกซากุระบานตอนไหน เพราะซากุระจะบานไล่ขึ้นมาจากทางตอนใต้ขึ้นมาทางตอนเหนือ หรือถ้าใครอยากจะเล่นสกี ทางตอนเหนือในช่วงต้นฤดูใบไม้ผลิก็ยังมีสถานที่ที่มีหิมะให้เล่นสกีได้อยู่ค่ะ

สถานที่ท่องเที่ยวแนะนำในฤดูใบไม้ผลิ

สวนปราสาทฮิโรซากิ (Hirosaki Castle Park)

 — จังหวัดอาโอโมริ (Aomori)

( แผนที่)

สวนปราสาทฮิโรซากิ (Hirosaki Castle Park)

สวนปราสาทฮิโรซากิ (Hirosaki Castle Park) ตั้งอยู่ที่เมืองฮิโรซากิ (Hirosaki) ในจังหวัดอาโอโมริ (Aomori) เป็นสวนที่อยู่ล้อมรอบปราสาทฮิโรซากิ (Hirosaki Castle) มีพื้นที่ครอบคลุมกว่า 500,000 ตารางเมตร เต็มไปด้วยพันธุ์ไม้นานาชนิด มีต้นซากุระกว่า 2,600 ต้น โดยในบรรดาต้นซากุระทั้งหมด มีต้นซากุระที่อายุเก่าแก่ที่สุดในญี่ปุ่นอย่างซากุระพันธุ์โซเมโยชิโนะที่มีอายุมากกว่า 100 ปีถึง 300 ต้นเลยค่ะ

ไฮไลท์อีกอย่างคือพรมซากุระตามทางเดินที่เกิดขึ้นเพราะดอกซากุระที่ร่วงโรยเต็มพื้นสวน โดยเฉพาะทางเดินเลียบคูตะวันตกที่มีต้นซากุระเรียงขนานกันสองข้างทาง จนได้รับเรียกว่าเป็นอุโมงค์ซากุระค่ะ จึงไม่แปลกเลยที่ทำให้ที่นี่ได้รับเลือกเป็น 1 ใน 100 แหล่งชมซากุระที่มีชื่อเสียงของญี่ปุ่น

หากใครสนใจอยากมาชมซากุระที่นนี่ ควรมาในช่วงปลายเดือนเมษายนจนถึงต้นเดือนพฤษภาคม เพราะจะมีการจัดเทศกาลชมซากุระ เพราะจะได้พบกับความคึกคัก ผู้คนมากมายมาปูเสื่อปิกนิกเพื่อสังสรรค์และชมซากุระ แถมตอนกลางคืนยังมีการจัดแสดงแสงไฟที่ต้นซากุระอีกด้วย นับเป็นไฮไลท์ที่ห้ามพลาดในฤดูใบไม้ผลิเลยค่ะ

หมายเหตุ

  • ปัจจุบัน มีการย้ายตัวปราสาทออกไปจากที่ตำแหน่งเดิมประมาณ 70 เมตร เพื่อบูรณะฐานกำแพงหินของปราสาท

สวนฮิตาจิซีไซด์พาร์ค (Hitachi Seaside Park)

—  จังหวัดอิบารากิ (Ibaraki)

( แผนที่)

สวนฮิตาจิซีไซด์พาร์ค (Hitachi Seaside Park)

ดอกเนโมฟีล่าคือดอกไม้ขนาดเล็ก มีห้ากลีบ ฐานคล้ายถ้วยหรือระฆัง ตรงกลางมีสีขาวแล้วค่อย ๆ ไล่เป็นสีฟ้าไปจนถึงน้ำเงิน จึงมีชื่อภาษาอังกฤษว่า Baby Blue-eyes ที่แปลว่านัยน์ตาสีฟ้าของเด็กน้อย หากใครอยากชมดอกเนโมฟีล่าบานสะพรั่งทั่วทุ่ง ให้ไปที่สวนฮิตาจิซีไซด์พาร์ค (Hitachi Seaside Park) ในจังหวัดอิบารากิ (Ibaraki) ช่วงปลายเดือนเมษายนจนถึงปลายเดือนพฤษภาคมค่ะ รับรองว่าจะได้เห็นดอกไม้สีฟ้าชนิดนี้กว่า 4.5 ล้านดอกบานสะพรั่ง เรียกได้ว่าตระการตาทั่วทุ่งทีเดียว

สวนฮิตาจิซีไซด์พาร์คเป็นสวนดอกไม้ริมทะเลขนาดใหญ่ ภายในแบ่งเป็นหลายโซน มีดอกไม้หลายสายพันธุ์ให้ชมได้ทุกฤดูกาล ซึ่งถ้ามาในฤดูใบไม้ผลิ นอกจากดอกเนโมฟิล่าแล้ว ยังมีดอกเรปซีด (Rapeseed) สีเหลืองสด ดอกกุหลาบ และดอกป๊อบปี้ให้ชมด้วยนะคะ

การชมดอกไม้ในสวน สามารถขี่จักรยานทัวร์รอบสวนพร้อมกับชมวิวฝั่งทะเลไปด้วย เดินชิล ๆ ตามทางเดิน หรือขึ้น Flower Ring Ferris Wheel ที่เป็นชิงช้าสวรรค์ยักษ์ไปชมดอกไม้ทั่วทั้งสวนจากมุมสูง รับรองว่าจะพบความสวยงามในอีกมุมมองและได้ความรู้สึกฟินไปอีกแบบค่ะ

สวนคาวาจิ ฟูจิ (Kawachi Fuji Garden)

— จังหวัดฟุกุโอกะ (Fukuoka)

( แผนที่)

สวนคาวาจิ ฟูจิ (Kawachi Fuji Garden)

หากใครชอบเดินในอุโมงค์ที่มีดอกไม้สีสวยห้อยระย้า ต้องไม่พลาดมาที่สวนคาวาฟูจิ (Kawachi Fuji Garden) ในจังหวัดฟุกุโอกะ (Fukuoka) เพราะที่นี่มีต้นวิสทีเรียถึง 22 สายพันธุ์ รวมแล้วราว 150 ต้น ต้นวิสทีเรียมีเถาวัลย์ที่สามารถเลื้อยยึดเกาะกับเสาและแผ่ขยายกิ่งก้านไปได้ถึง 10 เมตร แต่ละต้นก็มีดอกที่เฉดสีแตกต่างกันไปค่ะ ตั้งแต่ สีม่วงเข้ม ม่วงอ่อน ขาว และชมพู

ทางเดินในอุโมงค์ดอกวีสทีเรียทั้ง 2 แห่ง ยาว 80 เมตร และ 220 เมตร ซึ่งระหว่างทางจะได้กลิ่นหอมอ่อนๆ ขจรขจายไปทั่วบริเวณเลยค่ะ และถ้าเดินไปจนสุดอุโมงค์จะพบกับต้นวิสทีเรียที่ใหญ่ที่สุดมีอายุเก่าแก่กว่า 100 ปี ยิ่งทำให้รู้สึกเหมือนเดินอยู่ในดินแดนแห่งเวทย์มนต์ สวนคาวาจิ ฟูจิจึงได้รับการจัดอันดับจาก CNN ให้เป็น 1 ใน 100 แหล่งท่องเที่ยวที่งดงามที่สุดของญี่ปุ่นด้วยค่ะ

2. ฤดูร้อน

ฤดูร้อน ในภาษาญี่ปุ่นคือ “นัตสึ [夏]” เป็นฤดูกาลที่เริ่มต้นในเดือนมิถุนายนถึงเดือนสิงหาคม อากาศในฤดูร้อนของญี่ปุ่นร้อนไม่แพ้ที่ไทยเลยทีเดียวค่ะ แต่จะร้อนแบบแห้ง ๆ ทำให้อึดอัด มากกว่าอากาศร้อนชื้นของไทย แต่อย่าเพิ่งโบกมือลากับการไปเที่ยวญี่ปุ่นในฤดูร้อน เพราะฤดูนี้เหมาะกับการเที่ยวชมทุ่งดอกไม้ต่าง ๆ เช่น ทุ่งดอกลาเวนเดอร์ และแต่ละท้องถิ่นจะมีการจัดเทศกาลฤดูร้อน และมีการแสดงดอกไม้ไฟยามค่ำคืน ซึ่งขอแนะนำเลยค่ะว่าห้ามพลาด

สถานที่ท่องเที่ยวแนะนำในฤดูร้อน

ฟาร์มโทมิตะ (Farm Tomita)

— จังหวัดฮอกไกโด (Hokkaido)

( แผนที่)

ฟาร์มโทมิตะ (Farm Tomita)

ฤดูร้อนของญี่ปุ่นเป็นฤดูแห่งสีสัน เพราะเป็นช่วงที่ดอกไม้หลายชนิดกำลังบานสะพรั่ง รวมถึงดอกลาเวนเดอร์สีม่วงทรงเสน่ห์ ใครที่อยากชมดอกลาเวนเดอร์บานสะพรั่งทั้งสวนต้องไปที่ฟาร์มโทมิตะ (Farm Tomita) ในจังหวัดฮอกไกโด (Hokkaido) ที่เป็น 1 ในฟาร์มลาเวนเดอร์ขนาดใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น ซึ่งไม่เพียงแต่มีดอกลาเวนเดอร์เท่านั้น ยังมีดอกไม้อื่น ๆ ด้วยนะคะ โดยในสวนจะแบ่งเป็นทุ่งต่าง ๆ เช่น Traditional Lavender Field ที่เป็นสวนลาเวนเดอร์, Irodori Field ที่เป็นสวนดอกไม้เรียงกันเป็น 7 สี และทุ่งอื่น ๆ อีกมากมายสามารถเยี่ยมชมได้ตามฤดูกาลเลยค่ะ

ฟาร์มโทมิตะไม่ได้มีดีเพียงดอกไม้เท่านั้นนะคะ แต่ยังมีสิ่งอำนวยความสะดวกมากมาย เช่น ร้านขายของที่ระลึก ร้านกาแฟ ซึ่งมีผลิตภัณฑ์จอย่างซอฟต์ครีมลาเวนเดอร์ที่ห้ามพลาดเด็ดขาด ไปจนถึงบ้านกลั่นน้ำมันหอมระเหยดอกลาเวนเดอร์ แกลอรี่แสดงภาพดอกไม้ทั้ง 4 ฤดู เรียกได้ว่าจะเดินเยี่ยมชมทั้งวันก็ได้ไม่มีเบื่อ แต่ต้องระวังการอยู่กลางแจ้งช่วงเที่ยงนะคะ เพราะแดดจะจัดและอุณหภูมิสูงเป็นพิเศษ

ภูเขาไฟฟูจิ (Mount Fuji)

— จังหวัดยามานาชิ (Yamanashi)

( แผนที่)

ภูเขาไฟฟูจิ (Mount Fuji)

ถ้าพูดถึงสัญลักษณ์ของญี่ปุ่นแล้ว หนึ่งในสิ่งที่หลายคนนึกถึงคือภูเขาไฟฟูจิ (Mount Fuji) ซึ่งกินพื้นที่หลายจังหวัด แต่ที่นิยมสำหรับนักท่องเที่ยวคือที่จังหวัดยามานาชิ (Yamanashi) ภูเขาไฟฟูจิเป็นภูเขาที่สูงที่สุดในญี่ปุ่นด้วยความสูง 3,776 เมตร และชาวญี่ปุ่นมีความเชื่อว่าภูเขาไฟฟูจิคือเทพเจ้า จึงนิยมเดินทางมาพิชิตภูเขาไฟเพื่อแสวงบุญให้ได้อย่างน้อย 1 ครั้งในชีวิต ซึ่งการปีนภูเขาไฟฟูจิยังได้รับความนิยมในหมู่นักท่องเที่ยวต่างชาติด้วยค่ะ เพราะจากด้านบนจะเห็นทัศนียภาพที่งดงาม เนื่องจากภูเขาไฟฟูจิล้อมรอบด้วยทะเลสาบทั้ง 5 คือ ทะเลสาบคาวากุจิโกะ, ทะเลสาบยามานากาโกะ, ทะเลสาบโมโตสุโกะ, ทะเลสาบโชจิโกะ และทะเลสาบไซโกะ

ภูเขาไฟฟูจิเปิดให้นักท่องเที่ยวปีนเขาได้เฉพาะในฤดูร้อนเท่านั้น คือช่วงต้นเดือนกรกฎาคมถึงปลายเดือนสิงหาคม โดยช่วงที่นักท่องเที่ยวนิยมมาปีนเขามากที่สุดคือช่วงกลางเดือนสิงหาคมที่มีเทศกาลโอบ้ง ซึ่งเป็นเทศกาลที่จัดขึ้นเพื่อต้อนรับบรรพบุรุษที่กลับมาเยี่ยมลูกหลานนั่นเองค่ะ หากใครสนใจไปปีนภูเขาไฟฟูจิ ควรเช็คสภาพอากาศให้เรียบร้อยว่าเป็นวันที่ท้องฟ้าปลอดโปร่ง เตรียมร่างกายตนเองให้แข็งแรง พร้อมกับอุปกรณ์จำเป็นในการปีนเขา และระหว่างที่ปีนเขาสูงขึ้นเรื่อย ๆ ต้องพักเหนื่อยนานขึ้นและจิบน้ำระหว่างพักด้วยนะคะ

เทศกาลดอกไม้ไฟแม่น้ำสุมิดะ (Sumida River Fireworks Festival)

— โตเกียว (Tokyo)

( แผนที่)

เทศกาลดอกไม้ไฟแม่น้ำสุมิดะ (Sumida River Fireworks Festival)

หนึ่งในเทศกาลที่ชาวญี่ปุ่นและนักท่องเที่ยวเฝ้ารอ คือ เทศกาลดอกไม้ไฟแม่น้ำสุมิดะ (Sumida River Fireworks Festival) จัดขึ้นทุกปีในวันเสาร์สุดท้ายของเดือนกรกฎาคมที่ริมแม่น้ำสุมิดะ เมืองโตเกียว (Tokyo) โดยมีจุดยิงดอกไม้ไฟ 2 จุด คือเขตไทโต และเขตสุมิดะ และจะยิงดอกไม้ไฟรวมประมาณ 20,000 ลูกจาก 2 จุดดังกล่าว ซึ่งรูปแบบของดอกไม้ไฟมีหลายแบบ ทั้งแบบที่ยิงขึ้นพร้อมกันในทีเดียว แบบที่เป็นตัวอักษรและรูปตัวการ์ตูนต่าง ๆ ทำให้ดูยิ่งใหญ่ตระการตามากค่ะ

อย่างไรก็ตาม ใครจะมาร่วมงานเทศกาลดอกไม้ไฟแม่น้ำสุมิดะต้องเตรียมพร้อมเจอผู้ร่วมงานที่มากันอย่างอุ่นหนาฝาคั่งด้วยนะคะ เพราะทุกปีมีผู้ร่วมงานประมาณ 1 ล้านคนเลยทีเดียวค่ะ ซึ่งสถานที่ที่เหมาะสำหรับการดูดอกไม้ไฟ สามารถจับจองได้ทั้งริมฝั่งถนนสถานีอาซากุสะ สะพานสูงเหนือแม่น้ำสุมิดะ หรือชมดอกไม้ไฟจากระเบียงโรงแรมบริเวณนั้นก็ได้ แต่ต้องรีบจับจองนะคะ เพราะจะเต็มเร็วมากในช่วงเทศกาล

3. ฤดูใบไม้ร่วง

ฤดูใบไม้ร่วง ในภาษาญี่ปุ่นคือ “อะคิ [秋]” เป็นฤดูกาลที่เริ่มต้นในเดือนกันยายนถึงพฤศจิกายน เหมาะมากสำหรับการมาชมใบไม้เปลี่ยนสีค่ะ เพราะต้นไม้ผลัดใบ เช่น ต้นเมเปิ้ลจะเปลี่ยนใจจากสีเขียวเป็นสีส้ม สีแดง ต้นแปะก๊วยจะเปลี่ยนเป็นสีเหลือง ก่อนจะผลัดใบเตรียมเข้าสู่ฤดูหนาว

นอกจากการชมใบไม้เปลี่ยนสีแล้ว ช่วงฤดูใบไม้ร่วงยังเป็นช่วงที่เต็มไปด้วยอาหารอร่อยด้วยนะคะ เพราะเป็นฤดูแห่งการเก็บเกี่ยวนั่น ทำให้เป็นช่วงที่คึกคักเป็นพิเศษ ถ้าอยากไปเที่ยวในฤดูนี้แนะนำให้ใส่เสื้อ Autumn Collection ที่มักจะเป็นโทนสีน้ำตาลดูอบอุ่น เข้ากับอุณหภูมิที่เริ่มเย็นลงก่อนหน้าหนาวค่ะ

สถานที่ท่องเที่ยวแนะนำในฤดูใบไม้ร่วง

น้ำตกเคงอน (Kegon Waterfall)

— จังหวัดโทชิงิ (Tochigi)

( แผนที่)

น้ำตกเคงอน (Kegon Waterfall)

สำหรับคนรักน้ำตก ทิวทัศน์ของน้ำตกที่มีฉากหลังเป็นใบไม้สีเหลืองและแดง คงตระการตางดงามไม่น้อย เราจึงอยากขอแนะนำทุกท่านให้มาเที่ยวที่น้ำตกเคงอน (Kegon Waterfall) ตั้งอยู่ในอุทยานแห่งชาตินิกโก้ (Nikko) บริเวณทะเลสาบชูเซ็นจิ (Chuzenji Lake) ในจังหวัดโทชิงิ (Tochigi) ซึ่งมีความสูง 97 เมตร จึงติด 1 ใน 3 อันดับน้ำตกที่สูงที่สุดในญี่ปุ่น และยังได้รับการยอมรับว่าเป็น 1 ใน 8 ทิวทัศน์ที่แสดงถึงวัฒนธรรมยุคโชวะที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งในญี่ปุ่นด้วยค่ะ

การชมน้ำตกเคงอน สามารถทำได้ทั้งลงลิฟต์ไปยังด้านล่างของน้ำตก เพื่อเที่ยวชมน้ำตกเล็ก ๆ 12 สาย หรือใครชอบการชมทิวทัศน์จากมุมสูง ๆ สามารถขึ้นกระเช้าลอยฟ้าอะเคจิไดระ (Akechidaira Ropeway) ที่ลัดเลาะไปตามโค้งของไหล่เขา สามารถมองเห็นวิวได้ 360 องศา เห็นทั้งน้ำตกเคงอน ทะเลสาบชูเซนจิ และภูเขานันไต ใครอยากเห็นวิวที่สวยงามและชัดเจนควรไปในวันที่ท้องฟ้าแจ่มใสนะคะ

เมืองโอบาระ (Obara)

— จังหวัดไอจิ (Aichi)

( แผนที่)

เมืองโอบาระ (Obara)

พูดถึงฤดูใบไม้ร่วงในญี่ปุ่น ใครว่ามีแต่ใบไม้เปลี่ยนสี ซากุระก็มีให้ชมนะคะ แต่ต้องมาที่เมืองโอบาระ (Obara) ในจังหวัดไอจิ (Aichi) ค่ะ เพราะที่นี่มีทั้งใบไม้เปลี่ยนสีและดอกซากุระบานสะพรั่งให้เชยชม โดยซากุระที่บานในฤดูใบไม้ร่วงนั้นคือซากุระพันธุ์ ชิคิซากุระ (Shikizakura) มีความหมายว่าซากุระสี่ฤดู ซึ่งจะบานในช่วงฤดูใบไม้ผลิและฤดูใบไม้ร่วง และด้วยจำนวนชิคิซากุระกว่า 10,000 ต้น จึงทำให้เมืองทั้งเมืองเต็มไปด้วยสีสัน ทั้งชมพู เหลือง แดง น่าตื่นตาตื่นใจมากค่ะ

ถ้าใครอยากสัมผัสความคึกคักของเมืองโอบาระอย่างเต็มที่ ให้มาในเดือนพฤศจิกายน เพราะเป็นช่วง Full Bloom ที่ดอกชิคิซากุระบานสะพรั่งมากที่สุด และมีการจัดเทศกาลชมดอกชิคิซากุระ (Obara Shikizakura Matsuri) ที่มีการแสดงโชว์ ร้านอาหารตลอดสองข้างทาง รวมถึงร้านขายของที่ระลึกต่าง ๆ มากมาย

วัดคิโยมิสึ (Kiyomizu Temple)

— จังหวัดเกียวโต (Kyoto)

( แผนที่)

วัดคิโยมิสึ (Kiyomizu Temple)

วัดคิโยมิสึ (Kiyomizu Temple) ตั้งอยู่ที่เมืองแห่งวัดและศาลเจ้าอย่างจังหวัดเกียวโต (Kyoto) เป็นวัดที่รู้จักกันอีกชื่อว่า “วัดน้ำใส” จากการที่มีน้ำบริสุทธิ์ 3 สายไหลลงมาที่น้ำตกโอโตวะ (Otowa Waterfall) ซึ่งอยู่ด้านล่างของศาลาวัด สามารถเลือกดื่มได้ 1 สาย เพื่อขอพรด้านใดด้านหนึ่ง คือ ด้านความรัก การเรียน และสุขภาพ หรือจะขอพรโดยเขียนขอพรลงในแผ่นป้ายขอพร (Ema) และเสี่ยงซีแบบสุ่มหยิบคำทำนายในกระดาษ (Omikuji) ก็ได้นะคะ

วัดคิโยมิสึเป็นวัดเก่าแก่ที่สร้างมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 798 และได้รับการประกาศเป็นหนึ่งในมรดกโลกจาก UNESCO จึงคงความสวยงามแบบดั้งเดิม โดยเฉพาะระเบียงไม้ที่เป็นศาลาไม้ตั้งบนเนินเขา เบื้องหลังมีทิวทัศน์เป็นภูเขาที่เต็มไปด้วยใบไม้เปลี่ยนสี สามารถแต่งชุดกิโมโนถ่ายรูปสวย ๆ คู่กันได้เลยค่ะ และไฮไลท์อีกอย่างที่ห้ามพลาดคือช่วงกลางคืนตั้งแต่ 18:30 – 21:00 น. จะมีการจัดแสดงแสงไฟตรงโซนดังกล่าว ทำให้ได้เห็นฤดูใบไม้ร่วงยามค่ำคืนที่งดงามมากทีเดียว ส่วนวันที่จัดแสดงจะเป็นช่วงกลางเดือนพฤศจิกายนถึงต้นเดือนธันวาคมค่ะ

4. ฤดูหนาว

ฤดูหนาว ในภาษาญี่ปุ่นคือ “ฟุยุ [冬]” เป็นฤดูกาลที่เริ่มต้นในเดือนธันวาคมถึงเดือนกุมภาพันธ์ ในช่วงนี้หลายสถานที่ในญี่ปุ่นจะมีหิมะตกทำให้เป็นที่ชื่นชอบของนักท่องเที่ยวจากเมืองไทยอย่างมากเลยค่ะ เพราะจะได้สัมผัสอากาศหนาวสะใจแบบที่เมืองไทยไม่มี และยังได้เล่นกีฬาสนุกๆ อย่างสกีอีกด้วย

ที่สำคัญฤดูหนาวมีเทศกาลให้ร่วมสนุกได้ไม่แพ้ฤดูร้อนทีเดียว ไม่ว่าจะเทศกาลหิมะที่ฮอกไกโดที่เป็นงานแสดงโชว์งานแกะสลักจากน้ำแข็งที่ใหญ่ที่สุด รวมถึงเทศกาลเฉลิมฉลองวันคริสต์มาสและวันปีใหม่ที่จะทำให้ได้เห็นการประดับแสงไฟอันสวยงามและบรรยากาศที่คึกคักของญี่ปุ่น และยังได้โอกาสไปสักการะขอพรที่ศาลเจ้าในคืนส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่อีกด้วย

ในส่วนของสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติ ทะเลสาบหลาย ๆ แห่งจะเป็นน้ำแข็ง เทือกเขาสูงปกคลุมด้วยหิมะกลายเป็นสีขาวโพลน ถ้าได้แช่ออนเซ็นท่ามกลางทัศนียภาพเหล่านี้คงฟินไม่น้อย และช่วงนี้เป็นช่วงที่อาหารทะเลสดและอร่อยที่สุด เพราะเป็นฤดูที่เหมาะกับการออกเรือไปจับกุ้งหอยปูปลาอร่อย ๆ นั่นเองค่ะ

ข้อควรระวังในการท่องเที่ยวญี่ปุ่นในฤดูหนาวคือต้องเตรียมเสื้อกันหนาวให้พร้อม เช็คสภาพอากาศให้ดีว่าจะมีหิมะตกเมื่อไหร่ และระวังพื้นถนนที่ลื่นเป็นพิเศษด้วยนะคะ

สถานที่ท่องเที่ยวแนะนำในฤดูหนาว

หมู่บ้านชิราคาวะโก (Shirakawago)

— จังหวัดกิฟุ (Gifu)

( แผนที่)

หมู่บ้านชิราคาวะโก (Shirakawago)

หมู่บ้านชิราคาวะโก (Shirakawago) ในจังหวัดกิฟุ (Gifu) เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงอย่างมากในหมู่คนไทยในช่วงหลายปีมานี้ เพราะที่นี่มีความโดดเด่นคือตัวอาคารบ้านเรือนเป็นแบบกัสโชซึคุริ (Gassho-Zukuri) คือ เป็นหลังคาทรงสูง ตัวบ้านเป็นไม้ดูเก่าแก่ดั้งเดิม การมาท่องเที่ยวหมู่บ้านชิราคาวะโกสามารถมาได้ทุกฤดู แต่ที่เหมาะที่สุดคือฤดูหนาว เพราะตัวหลังคาของบ้านจะปกคลุมด้วยหิมะสีขาว เห็นตัวบ้านไม้เป็นสีน้ำตาล ตอนกลางคืนมีแสงไฟประดับประดาดูอบอุ่น ทำให้การเดินเที่ยวชมนั้นรู้สึกเหมือนกับอยู่ในหมู่บ้านในนิทานเลยค่ะ

ใครอยากชมเทศกาลงานไฟชิราคาวะโก (Shirakawa-go Winter Light-up) ต้องเช็ควันเวลาให้ดีนะคะ เพราะจัดในช่วงเดือนมกราคมถึงกุมภาพันธ์ และต้องกดบัตรเข้างานด้วยค่ะ ถ้าขับรถมาต้องซื้อบัตรจอดรถ หรือถ้าต้องการไปกับทัวร์ก็ต้องจองคิวล่วงหน้าหลายเดือน และอีกอย่างที่ไม่อยากให้พลาดคือบัตรสำหรับขึ้นไปชมวิวหมู่บ้านชิราคาวะโกจากด้านบน เพราะจะได้เห็นทั้งหมู่บ้านที่ปกคลุมด้วยหิมะและประดับไฟงดงามดูสวยงามมาก แต่ด้วยความสวยระดับนั้นจึงทำให้บัตรหมดเร็วมากเช่นกันค่ะ

งานเทศกาลหิมะซัปโปโร (Sapporo Snow Festival)

— จังหวัดฮอกไกโด (Hokkaido)

( แผนที่)

งานเทศกาลหิมะซัปโปโร (Sapporo Snow Festival)

เราคงเคยได้ยินข่าวกันมาบ้างนะคะว่ามีคนไทยที่คว้าชัยชนะจากการเข้าประกวดแกะสลักประติมากรรมหิมะที่ประเทศญี่ปุ่นหลายครั้งติดต่อกัน ซึ่งงานที่เข้าประกวดก็คืองานเทศกาลหิมะซัปโปโร (Sapporo Snow Festival) ที่จังหวัดฮอกไกโด (Hokkaido) นั่นเองค่ะ ใครที่ชอบงานประติมากรรมจากหิมะและน้ำแข็ง ทั้งแบบปั้น แบบแกะสลัก ที่นี่มีให้ชมกว่า 200 ผลงานจากนานาชาติเลยทีเดียว งานนี้ถือเป็นงานเทศกาลหิมะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น จัดขึ้นทุกต้นเดือนกุมภาพันธ์ค่ะ

งานเทศกาลหิมะซัปโปโรครอบคลุมพื้นที่ตั้งแต่สวนสาธารณะใจกลางเมืองอย่างสวนโอโดริ (Odori Park), ย่านการค้าซูซูกิโนะ (Susukino) และโดมซึโดเมะ (Tsu-Dome) ภายในงานมีโซนขายอาหารที่มีร้านอาหารทะเลและปิ้งย่างมากมายในราคาไม่แพงมาก และโซนสกีจำลองที่ทั้งการประกวดและโชว์การกระโดดสกีที่เท่สุด ๆ ตกกลางคืนก็จะได้พบการประดับไฟไลท์อัพที่ประติมากรรมหิมะครอบคลุมสองแห่ง คือสวนโอโดริ และย่านการค้าซูซูกิโนะนั่นเองค่ะ

ภูเขาซะโอ (Mount Zao)

— จังหวัดยามากาตะ (Yamagata)

( แผนที่)

ภูเขาซะโอ (Mount Zao)

ภูเขาซะโอ (Mount Zao) ที่จังหวัดยามากาตะ (Yamagata) ได้รับการขนานนามว่า “ปีศาจหิมะ (Snow Monster)” เพราะด้วยสภาพภูมิอากาศเฉพาะตัวในฤดูหนาวของแถบภูเขาซะโอทำให้มีปรากฏการณ์ต้นไม้นับหมื่นต้นถูกปกคลุมด้วยหิมะ และมีรูปร่างหน้าตาแปลกประหลาดคล้ายปีศาจ ที่นี่จึงเป็นอีกหนึ่งแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจและได้รับความนิยมค่ะ ทั้งยังมีเส้นทางการเล่นสกีที่เหมาะสำหรับนักสกีทั้งระดับเริ่มต้นและระดับกลางด้วย

การชมปีศาจหิมะสามารถขึ้นกระเช้าลอยฟ้าซาโอะ (Zao Ropeway) เพื่อชมทิวทัศน์จากมุมสูง ในตอนกลางวันจะได้เห็นปีศาจหิมะขาวโพลนสุดลูกหูลูกตา และถ้ามาในตอนกลางคืนจะพบมนต์เสน่ห์ของปีศาจหิมะท่ามกลางแสงสีอันหลากหลายจากการจัดไลท์อัพแสดงแสงไฟ ตื่นตาตื่นใจไปอีกแบบเลยนะคะ

ส่งท้าย

ที่ท่องเที่ยวหลายสถานที่ที่กล่าวมา ไม่เพียงเหมาะกับการท่องเที่ยวตามฤดูที่แนะนำเท่านั้นนะคะ แต่ฤดูกาลอื่นนอกเหนือจากนี้ก็มีจุดน่าสนใจและมีเสน่ห์ไม่แพ้กัน เช่น สวนฮิตาจิซีไซด์พาร์ค (Hitachi Seaside Park)  ถ้ามาในช่วงฤดูใบไม้ร่วงจะได้เห็นทุ่งปกคลุมด้วยสีแดงของพุ่มโคเคีย แปลกตาไปอีกแบบ หรือวัดคิโยมิสึ (Kiyomizu Temple) ถ้ามาในช่วงฤดูใบไม้ผลิก็จะได้เห็นดอกซากุระบานสะพรั่ง งดงามไม่แพ้ช่วงใบไม้เปลี่ยนสีเลยค่ะ

Publish: 13 January 2020
Edit: 18 November 2021

บทความที่เกี่ยวข้อง